“นอกจากความสถาปัตยกรรมบนสะพานที่มีสวยงามแล้ว ยังมีตำนานหลายเรื่องบนสะพานแห่งนี้ที่ทำให้เที่ยวได้อย่างสนุก” พาเมล่าหยุดที่กลางสะพาน ท่ามกลางความหนาว และหิมะตกหนัก
“เล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังที”
“เรื่องแรกเป็นเรื่อง “แหวนในพุงปลา” พาเมล่าเริ่มเล่า


“นอกจากความสถาปัตยกรรมบนสะพานที่มีสวยงามแล้ว ยังมีตำนานหลายเรื่องบนสะพานแห่งนี้ที่ทำให้เที่ยวได้อย่างสนุก” พาเมล่าหยุดที่กลางสะพาน ท่ามกลางความหนาว และหิมะตกหนัก
“เล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังที”
“เรื่องแรกเป็นเรื่อง “แหวนในพุงปลา” พาเมล่าเริ่มเล่า
สิ่งเดียวที่ใจยังพร่ำบ่นต่อไป คือ ความหนาว ส่วนนันนั้นไม่เคยเห็นหิมะและขี้ร้อน เธอจึงไม่บ่นอะไรเลย แต่สำหรับฉัน มันป็นวันหนาวที่แย่ตรงที่ดันลิมเอาเสื้อโค้ทมาด้วย พาเมล่าเสนอเสื้อหนาวของเธอให้ฉัน นั่นมันเท่ากับการที่นั่งที่สุดท้ายไปบอลโลก ฉันปฏิเสธไปอย่างซาบซึ้ง
รองเท้าผ้าใบเอาไม่อยู่กับพื้นหิมะ ความเย็นทะลุเข้ามา และรู้สึกได้ถึงความลื่น ถ้าแค่ไถลตัวไปข้างหน้าสักหน่อย ก็เหมือนการเล่นไอซืสเก็ตน้ำแข็งได้เลย

...พอได้ยินว่า มิลาน คุนเดอร่า ก็เคยมาที่นี่ หัวใจฉันหล่นลงที่ตาตุ่ม นั่นก็เพราะว่าฉันชอบปราก เพราะเรื่องสั้น “กลาย” ของคาฟก้า นักเขียนขาวเช็ก และชอบมิลาน คุนเดอร่า เจ้าของตักอักษรทั้งหมดใน “รักชวนหัว”
มาเร็กเห็นฉันออกอาการกรี๊ดสลบ เลยให้พาเมล่าช่วยติดต่อมิลานเพื่อให้ฉันมีโอกาสพบปะพูดคุยกับเขา ได้ฟังแล้ว ฉันไม่เป็นอันเที่ยวเลย ยิ่งเห็นฉันไม่เป็นอันกินอันเที่ยว ทีนี้มาเร็กก็ย้ำพาเมล่าว่าถ้าติดต่อคุนเดอร่าได้ จะให้รางวัลเป็นลาพักร้อน
แน่นอน ถึงตอนนี้พาเมล่าก็อยู่ไม่สุขเหมือนกัน
ส่วนห้องที่สองเป็นห้อง Theological Hall ห้องสมุดแบบบาร็อค หนังสือจะถูกเก็บเอาไว้ทางด้านบนขวา เหนือชั้นขึ้นไป จะมีไม้แกะสลักปิดทองตกแต่งเอาไว้อย่างวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ลวดลายยังช่วยระบบการจัดหนังสืออีกด้วย เพราะจะมีการแกะสลักหมวดหมู่ของหนังสือเอาไว้ด้วย
เหนือขึ้นไปตรงประตูเหล็กมีข้อความสลักว่า “จุดเริ่มต้นแห่งการบรรลุแสงสว่างคือการยำเกรงต่อพระเจ้า”
ภาพวาดของตัวหลวงพ่อเอียห์เฮมแขวนอยู่ตรงเหนือหน้าต่างบานแรก ส่วนบานถัดมาแขวนรูปของตัวศิลปินเอง (ซิอาร์ด นอเซ็คกี้) ทางด้านซ้ายของห้องโถงอุทิศให้กับรูปปั้นไม้สไตล์โกธิคตอนปลายของนักบุญยอห์น ซึ่งรูปปั้นดังกล่าวนี้จะถือสิ่งของเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในมือซ้าย นับว่าเป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมกันระหว่างรูปปั้นกับห้องสมุด นั่นก็คือ หนังสือปิดทอง

...ออกจากแกลอรีแสดงภาพเขียน ตรงกันข้ามเป็นพิพิธภัณฑ์วรรรกรรมบนแผ่นดินเช็ก แม้จะดูเก่าและเงียเบหงา แต่ฉันไม่พลาดดูแน่นอน เดินไต่ขึ้นไปยังชั้นสองที่ดูเหมือนตึกร้าง
“โอ้” เปิดไปประตูไหนๆ ก็เหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งไต่ไปถึงด้านบนสุด ถึงพบกับห้องเล็กๆ เก่าๆ ในบรรยากาศเหมือนสมัยคอมมิวนิสต์ และตู้กระจกจัดแสดงหนังสือเก่าไม่กี่เล่ม กับเจ้าหน้าที่ท่าทางเบื่อๆ สองคน
ฉันเดินแกร่วดูเล่นๆ ไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก เพราะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ข้อดีของการขึ้นมาที่นี้ คือ ได้เห็นวิวปราสาทกรุงปรากในมุมเล็กๆ ที่สวยงามมาก
“ตอนที่โมสาร์ตมาเที่ยวปราก เคยได้แสดงดนตรีสดที่นี่อย่างไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนที่นี่ และคนเล่นออแกนก็ได้บันทึกบทเพลงนั้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นที่รู้จักกันในนามผลงานชุด the Strahov Variation” พาเมล่าเล่าให้ฟัง ขณะที่เราเดินชมภายนอกโบสถ์ที่ถูกล้อมรอบด้วยสวนสำหรับการเดินเล่น
“นี่เป็น St. Roch Church สร้างขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าหลังสิ้นสุดโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนในเมืองจำนวนมาก”
ด้านหลังเป็นจุดชมวิวที่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของเมืองปราก มาเร็กบอกว่าที่นี่โรแมนติกมากที่สุด เพราะเป็นวิวพาโนรามา โล่งกว้าง เบื้องล่างเป็นหลังคาบ้านเรือนสีแดงที่อยู่ติดกันอย่างงดงามจากบ้านสไตล์บาร็อค
หลังจากชมวิวแล้ว เราไปที่แกลเลอรี่แสดงภาพ ซึ่งในสมัยคอมมิวนิสต์ถูกทำลายอย่างย่อยยับ จนหลังจากลัทธิคอมมิวนิสต์ภายในประเทศล้มสลายลง คอลเล็กชั่นต่างๆ ก็ถูกนำกลับมารวบรวมเอาไว้ถูกครั้ง เป็นการแสดงภาพวาดที่มีคุณภาพสูงที่สุดจำนวน 99 ภาพ รวมทั้งงานปั้นบางส่วน

อย่าคิดว่ากระเป๋าเบาแล้วเราจะไม่มีแรงใจเที่ยวเป็นเด็ดขาด เที่ยวได้ถึงไหนถึงกัน (แค่แอบเช็ดน้ำตานิดหน่อย)
จริงๆ ก็ไม่น้อยหรอก ไม่ได้เช็ดอะไรมากมาย เพราะเรามาเที่ยวนี้เพื่อกินฟรี เที่ยวฟรีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรติดค้าง แค่ปั่นต้นฉบับให้เรียบร้อย (ฮ่า)
หน้าที่ทำต่อไป ในบรรทัดลำดับถัดจากนี้...
จบภารกิจของการเที่ยวปราสาทกรุงปรากในวันแรกที่ยังเที่ยวไม่หมด เพราะยังมีปราสาทฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นส่วนของพระราชวังฤดูร้อน และบริเวณโดยรอบอีก แต่วันนี้เห็นทีละไม่ไหว ฉัน นัน และพาเมล่า ค่อยๆ เดินไต่บันไดแต่ละระดับไล่ลงมา มาเร็กส่งกอดซิล่ามารับเราที่ริมบันได จากนั้นจึงพาไปดินเนอร์ที่ภัตตาคารใกล้ปราสาทกรุงปรากนั่นเอง
เราพบมาเร็กรออยู่แล้ว ในภัตตาคาร ADA ณ Hotel Hoffmeister โรงแรมขนาดเล็กแต่เก๋หรู ติดอันดับ 100 โรงแรมของโลก เจ้าของเป็นศิลปินที่สะสมภาพเขียน และเป็นเพื่อนกับศิลปินชื่อดัง สะลมภาพเขียนไว้เต็มโรงแรม เลยเหมือนได้ดูแกลอรี่ดีๆ ขณะลิ้มอาหาร
ณ ตรอกสีทอง ร้านตรงหัวมุมท้ายตรอกจะเป็นร้านขายเครื่องไม้ ของเล่น และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งเช็กจะมีชื่อในเรื่องสินค้าเหล่านี้ รวมถึงพวกไข่อีสเตอร์ที่เป็นของฝากอย่างดี และตุ๊กตาไม้จากเทพนิยาย
เมื่อฉันเดินเข้าไปในช็อปที่เพดานต่ำและพื้นที่แคบ เอื้อมมือไปจำไข่อีสเตอร์ แค่แตะแรก ไข่ก็แตกดังโพล๊ะ
“หยุดที่บ้านหลังนี้ ฉันจะเล่าตำนานให้เธอฟัง” พาเมล่า บอกให้เรายืนอยู่ที่หน้าบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งในตรอก
ในสมัยที่กษัตริย์ Rodolf รับอุปถัมภ์นักเล่นแร่แปรธาตุ เพราะทรงฝันที่จะครอบครองงานศิลปะที่ทำมาจากทองคำ มีตำนานเล่าถึง บ้านหลังเล็กที่สุดของตรอกว่า มีชายแก่คนหนึ่งอาศัยอยู่ และง่วนกับการทดลองทั้งวันทั้งคืน จนคนในตอกสรุปว่าเป็นคนเพี้ยนบ้า แต่แล้วในวันหนึ่ง เขาก็พรวดพราดออกมาจากบ้าน และตะโกนอย่างไม่ได้สติว่า “ฉันทำสำเร็จแล้ว มันเป็นทองคำแล้ว ทองคำจริงๆ”
...เร่งฝีเท้าแข่งกับความมืดเดินต่อไปอีก จนถึง ตรอกสีทอง (the Golden Lane) หรือที่เรียกกันว่า ตรอกนักเล่นแร่ ที่มีบ้านเล็กๆ ราว 20 หลังเรียงรายสีสันสดใสเหมือนกล่องไม้ขีด ฝรั่งตัวสูงๆ ไปยืนหน้าด้านแล้ว ตัวยังสูงกว่าหลังคาเสียอีก
ตรอกนี้ยังคงดูแคบไม่ต่างจากเดิมเมื่อร้อยปีก่อน และยังมีรางระบายน้ำขนาบถนนทั้งสองด้าน นับเป็นถนนที่ดังที่สุดในปราก และมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากที่สุด
ในบริเวณลานเดียวกัน เราเดินถัดมาอย่างไม่กลัวหนาว พบกับโบสถ์อีกแห่งที่สีสันสวยงาม คือ โบสถ์เซนต์จอร์จ (Basilica of St George) สีแดงโดดเด่น มีหอคอยคู่สีขาวทรงโรมันอันเก่าแก่
โบสถ์แห่งนี้ถูกจัดให้ตั้งอยู่อย่างสว่างท่ามกลางการโอบล้อมของปราสาทกรุงปราก ห้องใต้ถุนใช้เป็นที่ฝังศพสำหรับบาทหลวงและสมาชิกของราชวงศ์ แต่ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าดู
พาเมล่าเล่าว่า โบสถ์หลังนี้มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในยุคกลาง เคยถูกสร้างและถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในศตวรรษที่ 18 มีการสร้างใหม่ด้วยศิลปะแบบบาร็อค และตกแต่งเพิ่มเติมด้วยศิลปะแบบโรมัน ตอนนี้ใช้เป็นคอนเสิร์ตฮอลล์

เราเร่งเท้าออกจากวิหารเซนต์วิตัส เดินอ้อมมาที่ด้านข้าง เพื่อชมโมเสกที่สวยงามโด่งดังมาชื่อ LAST JUDGEMENT เป็นภาพอดัมกับอีฟ ส่วนประตูก็สวยงามเป็นงานเหล็กรูปราศีทั้งสิบสอง แต่ละคนก็ดูราศรีประจำเดือนเกิดของตัวเองไป
และถ้ามองลอดลงใต้วิหารจะเห็นหลุมฝังศพใต้ดิน ดูลึกลับดี และด้านตรงข้ามเป็นพระราชวังสีชมพูที่ปัจจุบันเป็นที่พำนักของประธานาธิบดี
“โห ประธานาธิบดีเช็กช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ ได้อยู่วังใหญ่โต” แต่อย่างไรก็ตาม พาเมล่าก็ตอบว่า

“ทีนี้ ถึงเวลาไต่ยอดหอคอยของวิหารกันแล้ว” พาเมล่าบอกท่าทางถูกอกถูกใจเมื่อเราขึ้นมาจากหลุมฝังศพ นันบอกว่า ฉันเป็นความดันต่ำนะ ช่วยดูแลกันด้วย
แล้วพาเมล่าก็พาฉันและนันไปที่ประตูทางขึ้น พบอักษรความว่า “คำเตือน 297 ขั้น!” ปกติที่เที่ยวจะเขียนเชิญชวน แต่ที่นี่เขียนคำเตือน ชักจะยังไงๆ อยู่ เพราะเห็นตัวอักษรคำว่า WARNING
“เฮ้ย เขามาบอกให้เราออกไปอ่ะ” นันบอกฉัน
“ไปไหน”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้ว่าเขาให้ออกไป”
เจ้าหน้าที่แต่งตัวเหมือนตำรวจยืนกันท่าเราอยู่ พอฉันเข้าไปพูดคุยถึงรู้ว่าเขาห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพ แต่เรายังไม่ได้ใช้แฟลช เพียงด้วยความมากมายของอุปกรณ์มือโปรไปหน่อย เขาเลยมาไล่ออกแต่เนิ่นๆ
แต่เราไม่ได้แวะดูภาพเขียนสะสมของกษัตริย์รูดอฟ เพราะคิดว่าจะวนกลับมาดูทีหลัง ตอนนี้แค่เห็นประตู ก็อยากเห็นในปราสาทจะแย่ เราเดินผ่านประตูไปสู่ลานที่สามของปราสาท แล้วก็พบความใหญ่โตแรกที่ทำเอาตะลึง มันคือ วิหารเซนต์วีตัส (St. Vitus’ Cathedral)

เมื่อสัญลักษณ์ของกรุงปราก คือ ประตูทางเข้าปราสาท สำหรับนักท่องเที่ยว จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการเที่ยวปราก จึงไม่มีอะไรดีไปกว่า “ปราสาทกรุงปราก” (Prague Castle) อันป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประเทศเช็ก เป็นหัวใจและศูนย์กลางของการปกครอง การบุกยึดปราสาทอาจหมายถึงการบุกยึดประเทศทั้งประเทศ
มาเร็กก็คิดแบบนี้ เขาจึงส่งเราลงที่หน้าปราสาท (เรารู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงที่มีราชรถมาส่ง) แนะนำให้รู้จัก “พาเมล่า” ซึ่งจะพาเราเที่ยวชมปราสาท แล้วเขาก็หายตัวไปแบบนักธุรกิจที่มีภารกิจแน่น หรือไม่ก็เจ้าชายที่หายไปพร้อมกับม้าขาว
พาเมล่ามาถึง ก็ไม่รอช้า...

“กรุงเทพชื่อเต็มว่าอะไร” มาเร็กถามฉันกับนัน ระหว่างนั่งรถออกจากที่พัก เพื่อกลับเข้าตัวเมืองเตรียมเที่ยว
“กรุงเทพมหานคร อมรรัตโกสินทร์มหินทราอยุทธยามหาดิลก ฯลฯ” ฉันร่ายกรุงเทพฯ ฉบับเต็มจนจบ เพื่ออวดอย่างภาคภูมิใจ
“ยาวจัง แล้วรู้ไหมว่า ปรากชื่อเต็มว่าอะไร”
“ชื่อไรเหรอ”

“นี่แกรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับปรากบ้างวะ”
“ก็รู้นิดหน่อย ปรากเป็นเมืองหลวงเช็กไง”
“มีที่เที่ยวไหนบ้างวะ”

บางคนก็ชอบเที่ยวแบบสมบุกสมบั่น บ้างก็ชอบเที่ยวแบบแบคแพคเกอร์ คนจรหมอนหมิ่น บางคนชอบไปสิงเที่ยวอยู่ตามบ้านเพื่อนในต่างแดน แบบที่หนีเรียนเที่ยว หรือไปทำงานด้วย เที่ยวด้วยก็มีมาก เที่ยวนี้มีสารพัดแบบ รวมทั้งแบบนักเที่ยวทัวร์ชะโงก และเที่ยวตามอำเภอใจ
แต่ถ้าใครชอบเที่ยวแบบเทพนิยายปรัมปรา สัมผัสตำนานเมือง และเรื่องราวขลังอันเก่าแก่ ชอบเที่ยวแบบคลาาสสิค เหมือนเจ้าหญิงแบกเป้พลัดหลงยุคเข้าไปในยุคกลางที่แสนคลาสสิค ชอบเทพนิยาย รักประวัติศาสตร์ หลงใหลศิลปะ ต้องเที่ยว “ปราก”
เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)
ต้องการเสนอต้นฉบับ ส่งเมล์ได้ที่ : rinแอดnetnapa.net