October 22, 2010, 6:15pm
หนังสือแต่ละเล่ม นักเขียนกว่าจะสร้างสรรค์มาได้ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างยิ่งยวด ค่าสร้างสรรค์ปกติจะได้ร้อยละ 10 จากราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ เช่น หนังสือเล่มละ 100 บาท จัดพิมพ์ 3,000 เล่ม นักเขียนจะได้ 30,000 บาท เป็นต้น
ประเด็นเรื่องค่าลิขสิทธิ์นักเขียนที่ยังสงสัยกันอยู่คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในมาตรา 19 ระบุว่า "...ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย"
แม้จะเป็นที่ทราบกันแล้ว แต่ยังเป็นประเด็นค้างคาใจนักเขียนว่า เมื่อลิขสิทธิ์วรรณกรรมตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ใครจะเป็นคนดูแลวรรณกรรมเหล่านั้น หรือว่าใครจะนำเอาไปพิมพ์ก็ได้ ดังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน กฎหมายนี้นักเขียนมองอย่างไร สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ บอกว่าเรื่องนี้มีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก เราพิจารณากันอีกครั้งได้ไหม เพราะว่า 50 ปีนั้นสั้นเกินไป อาจจะขยายเวลาเป็น 80 ปี หรือมากกว่านั้น ทายาทจะได้มีสิทธิ์ในวรรณกรรมเหล่านั้นบ้าง ไม่ใช่พอนักเขียนตายไป 50 ปี ก็ตกเป็นของแผ่นดิน
ประเด็นที่สองคือ ควรมีหน่วยงานทำฐานข้อมูลในเรื่องนี้ออกมา ปัจจุบันมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม หอสมุดแห่งชาติ และอื่นๆ อาจให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ดูแล ทำฐานข้อมูลเอาไว้ อาจมีการบัญญัติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ด้วย เพื่อจะได้มีผู้รับผิดชอบ เก็บรักษา หรืออะไรก็แล้วแต่ และไม่ใช้ทำเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อย่างเดียว ควรมีการประมวลผลงานที่มีคุณค่าเหล่านั้นมาศึกษามาตีพิมพ์ใหม่ และมีกระบวนการพิจารณาให้มาเผยแพร่ตามวาระอันควร ส่วนมานพ ถนอมศรี นักเขียนเจ้าของผลงาน บ่ฮักบ่ต้องสงสาร กินรี ลุยฟลอร์ และอีกมากชื่อบอกว่า กฎหมายนี้ส่งผลกระทบต่อผู้สร้างวรรณกรรมมากที่สุด
โดยเฉพาะประเด็นอายุการคุ้มครอง พร้อมอ้างข้อมูลจากหนังสือการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ด้านลิขสิทธิ์ของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุไว้ว่า... "เมื่อประพันธ์ผลงานเสร็จแล้ว ศิลปินจะได้รับการคุ้มครองผลงานดังกล่าว ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ตลอดชีวิตของศิลปินผู้นั้น และการคุ้มครองนี้ยังมีต่อไปอีก 50 ปี หลังจากศิลปินผู้นั้นถึงแก่กรรม โดยทายาทของศิลปินผู้นั้นสามารถถือเอาประโยชน์จากการคุ้มครองนั้นได้ แต่ภายใต้หลักการทั่วไปของกฎหมายลิขสิทธิ์ เมื่ออายุการคุ้มครองสิ้นสุดลง งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติของสาธารณะ ซึ่งผู้ใดก็สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์"
มานพบอกว่า "หากมองกันจากความเป็นจริง คงไม่มีผู้สร้างวรรณกรรมคนใดต้องการให้สิทธิ์ของผลงานอันเกิดจากน้ำพักน้ำแรงและมันสมองที่กลั่นกรองออกมาด้วยความยากลำบากต้องตกไปเป็นของผู้อื่น แม้ว่าจะใช้คำพูดอย่างโก้หรูว่าเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีอยู่ในงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นให้ กระจายสู่สังคมให้กว้างที่สุดก็ตาม เพราะในความเป็นจริงแล้วการที่ผลงานใดๆ เกิดจากภูมิปัญญาของผู้ใดก็ควรตกอยู่แก่ผู้นั้นเป็นนิจนิรันดร์"
เพราะแม้ผู้สร้างวรรณกรรมจะสิ้นชีวิตไปทายาทก็ยังอยู่ พวกเขาควรได้รับผลงานที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้สร้างสรรค์ไว้ มานพยอมรับว่า การกระจายองค์ความรู้ที่มีอยู่ในผลงานจะเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้สร้างผลงานวรรณกรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วความต้องการนี้ หาใช่ความต้องการแรกของการทำงานวรรณกรรมไม่ ด้วยเหตุที่ผู้สร้างวรรณกรรมทุกคนต้องมีชีวิตอยู่ และการมีชีวิตอยู่ก็ต้องใช้ปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งทุกอย่าง ได้มาด้วยการแลกเปลี่ยนกับเงิน
ผลงานที่ผู้สร้างงานวรรณกรรมทุกชิ้นเกิดจากการหล่อหลอมรวมกันของพลังต่างๆมากมายหาได้เกิดจากการทำขึ้นมาอย่างเล่นๆ ดังนั้น มันจึงเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดอย่างหนึ่งที่พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมา และคงเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากถ้าผลงานเหล่านั้นตกทอดไปสู่ลูกหลานอย่างไม่สิ้นสุด เฉกเช่นการสร้างบ้านขึ้นมาสักหลัง บ้านหลังนั้นมันก็ควรที่จะคุ้มหัวลูกหลานให้มีความสุขไปนานเท่านาน ส่วนการตกเป็นสมบัติสาธารณะนั้น
ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร ใครคือคนที่เป็นตัวแทนของสาธารณะที่จะนำผลงานวรรณกรรมไปเผยแพร่สู่สังคมในวงกว้าง เขาเหล่านั้นทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์หรือมีสิ่งใดแอบแฝง การนำวรรณกรรมที่หมดอายุการคุ้มครองมาเผยแพร่ในปัจจุบันนี้ เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติเจ้าของผลงานวรรณกรรมหรือมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นอยู่ คงจะมีไม่มากคนนักที่รู้ว่า ชีวิตของคนสร้างวรรณกรรมหรือที่เรียกว่านักเขียนนั้นมันไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ กว่าจะได้งานมาแต่ละชิ้นแทบเลือดตากระเด็น แต่ก็ยังไม่เท่าการที่จะมีสำนักพิมพ์สักแห่งนำผลงานนั้นไปพิมพ์เผยแพร่ วงวรรณกรรมบ้านเราอย่าคิดว่าเหมือนต่างประเทศ ด้วยคนอ่านหนังสือน้อย การจัดพิมพ์หนังสือออกมาสักเล่มจำต้องขบคิดอย่างหนัก เพราะการเผยแพร่วรรณกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงบ้านเราผูกขาดอยู่กับระบบธุรกิจ ที่ยึดถือกำไรและขาดทุนเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณา ฉะนั้นการที่นักเขียนจะได้รับการตีพิมพ์ผลงานจึงเป็นไปค่อนข้างยาก หากพิจารณาแล้วไม่สามารถสร้างกำไรได้ อย่าหวังเลยว่าจะมีการจัดพิมพ์ เมื่อไม่ได้จัดพิมพ์ก็ไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์ ผลงานที่มุมานะสร้างออกมาด้วยมันสมองและความเหนื่อยยากก็ไร้ค่า ด้วยเหตุนี้คำกล่าวที่ว่า นักประพันธ์ไส้แห้งจึงเป็นความจริงมาตลอด และจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังมีการบริโภควรรณกรรมอยู่
สมมติว่านักเขียนคนหนึ่งทนอดอยากยากเข็ญสร้างผลงานมาตลอดชีวิต โดยที่ไม่พบความสำเร็จกับการจัดพิมพ์ แต่หลังเขาตายไปแล้ว 50 ปี ผลงานเหล่านี้กลับโด่งดังเป็นที่สนใจของสังคมเป็นวงกว้าง สำนักพิมพ์ทุกแห่งไขว่คว้ามาจัดพิมพ์ แล้วผู้สร้างผลงานนั้นได้อะไร เพราะมันตกเป็นสมบัติของสาธารณะไปเสียแล้ว ลูกหลานของเขาคงก่นด่าว่าปู่ย่าตายายโง่เหลือเกินที่เลือกอาชีพ นักเขียน ที่นอกจากไม่ตอบแทนแก่ชีวิตของพวกเขาขณะยังมีลมหายใจอยู่ ยังไม่ตอบแทนแก่ลูกหลานด้วย ถามว่า การคิดเช่นนี้ของนักเขียนเป็นความคับแคบหรือไม่ เพราะแม้ตัวตายไปแล้วก็ยังหวงผลประโยชน์ แต่เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่เกิดกับใครก็คงไม่เข้าใจ การที่ผลงานของพวกเขาตกเป็นสมบัติของสาธารณะด้วยการยกย่องเชิดชูและจัดการอย่างเป็นระบบ
ถ้าเป็นดังเช่นที่ปรากฏในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ...อนึ่งในเรื่องนี้ได้มีดำริที่จะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาคุ้มครองทรัพย์สินอันทรงคุณค่าที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้ว เพื่อให้ลิขสิทธิ์การคุ้มครองนี้ตกเป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป... แต่ "ใคร่ถามว่าดำรินี้ จะเป็นความจริงขึ้นมาเมื่อใด หน่วยงานไหนจะเป็นผู้รับผิดชอบสร้างให้หน่วยงานนี้เกิดขึ้น เพราะเท่าที่เห็นๆอยู่จนป่านนี้ ยังไม่มีองค์กรของรัฐใดๆ ยื่นมือเข้ามาดูแลชีวิต ความเป็นอยู่ของคนที่สร้างองค์ความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่แผ่นดินแม้แต่น้อย" คำถามของมานพ ถนอมศรี ย่อมหมายถึงข้อกังขาของนักเขียนทุกๆนาม.
ที่มาข่าว ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/120536
| < Prev | Next > |
|---|










